วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

20110201 : AI613 Class10 SCM & ERP

- Just in Time คือการบริหาร Inventory ว่าจะสั่งวัตถุดิบเข้ามาเมื่อไหร่

ระบบ Enterprise System เชื่อมโยงหลายๆ key business process เข้าด้วยกัน เช่น ระบบการสั่งซื้อและ Warehouse ทำให้ต้องมีการสื่อสารกันให้ดีระหว่างหน่วย เพื่อให้ระบบ Enterprise System เกิดประสิทธิภาพ

Enterprisewide Systems
- ERP เป็นระบบจัดการบริหารภายในองค์กรให้ทุกระบบ Smooth
- CRM ซอฟต์แวร์ที่คอยดูแลลูกค้า ประมวลผลพฤติกรรมลูกค้าเพื่อทำการตลาด
- KM (Knowledge Management Systems) ทำหน้าที่เก็บองค์ความรู้และพัฒนาองค์ความรู้ภายในองค์กร
- SCM (Supply Chain Management) การบริหาร Supply Chain ตั้งแต่การได้ Material มาจนกระทั่งออกมาเป็น Product และการนำไปสู่ลูกค้า
- DSS (Decision Support Systems) เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยในการตัดสินใจของผู้ที่ทำงานภายในองค์กร
- Intelligent Systems
- BI (Business Intelligence) บางบริษัทบอกว่าเป็นซอฟต์แวร์ บางบริษัทบอกว่าเป็นเครื่องมือในการหาความหมายของข้อมูลที่อยู่ใน Database หรือ Data warehouse
- Data Mining การหาคุณค่าของข้อมูล

The structure of a typical supply chain
ตัวอย่างเช่น โลตัส ที่มี Supplier จำนวนมาก ต้องแยกความสัมพันธ์ของ Supplier ให้ออก อาจมีการแชร์ข้อมูลระหว่างกัน เช่น ถ้าสินค้าใน stock ต่ำกว่าที่กำหนดก็จะส่งข้อมูลไปยัง Supplier เพื่อให้การสั่งและส่งสินค้าทำได้เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น

WMS (Warehouse Management System) คือระบบสารสนเทศที่ใช้ในการบริหาร Warehouse ว่ามีของอยู่ในโรงงานเท่าไหร่ มีอะไรบ้าง จัดพื้นที่ให้เซฟพื้นที่ได้ยังไง มี Flow ของสินค้าเข้าออกยังไง

IMS (Inventory Management System) คือระบบที่ทำหน้าที่บริหารจัดการ Inventory

Fleet Management system คือระบบที่สามารถติดตามได้ว่า ส่งของที่ไหน เท่าไหร่ โดยจะมีจุด Check Point ที่ใช้ในการเช็คน้ำหนักของที่อยู่ในรถว่าเหลือเท่าไร ทำให้ไม่ต้องมานั่งเช็คว่าของส่งถึงแล้ว เพราะจะมีระบบที่ตรวจได้

Vehicle Routing and Planning คือระบบที่บอกว่าจะให้รถขนส่งวิ่งไปทางไหน เพื่อให้ประหยัดน้ำมันมากที่สุด ในอเมริกามีเยอะมาก เพราะประเทศมันกว้าง

Vehicle Based System คือระบบที่ลูกค้าสามารถติดตามการส่งสินค้าผ่านทางเว็บ โดยเป็นการติดตามสัญญาณจาก GPS และ GPRS

10 IT Trends for Logistics Supply Chain Management
1. Connectivity การเชื่อมต่อเครือข่าย เช่น Wireless, Bluetooth, GPRS
2. Advanced Wireless : Voice & GPS การใช้มือถือเข้าถึงฐานข้อมูลคลังสินค้า
3. Speech Recognition สั่งงานด้วยเสียง เช่น ไอโฟนที่สามารถสั่งให้เล่นเพลงได้ด้วยเสียง
4. Digital Imaging การประมวลผลภาพดิจิตอล สามารถส่งรูปเข้าระบบ หรือทำใบเสร็จได้เลย เช่น ใช้ในบริษัทประกันภัย
5. Portable Printing เครื่องพิมพ์แบบพกพา
6. 2D & other barcoding advances การสแกนบาร์โค้ด ซึ่งถ้าเป็นบาร์โค้ด 2 มิติจะสามารถออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละองค์กรได้ดีกว่าแบบอื่น
7. RFID เป็นชิพตัวเล็กๆ ฝังอยู่ในแถบสินค้า หรือทำเป็นบัตร ซึ่งสามารถส่งสัญญาณออกมาด้วยตัวเองได้ เช่น บัตรทางด่วน easy pass, tag ในคลังสินค้า โดย RFID มี 2 ประเภท คือ Active และ Passive
8. Real Time Location System (RTLS) ระบบแสดงตำแหน่งในเวลาจริง ใช้ในการติดตามสินค้า และสามารถขยายผลไปใช้กับการติดตามสินทรัพย์ได้
9. Remote Management การจัดการทางไกล เป็นระบบที่คอยควบคุมจากระยะไกลได้ โดยใช้ wireless LAN เข้ามาช่วย
10. Security เป็นเรื่องความปลอดภัยของระบบไร้สาย เพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลขององค์กร

Collaborative Planning วางแผนว่าจะผลิตเท่าไหร่ ทำให้ไม่ต้องเก็บ Inventory เยอะ

Vendor Managed Inventory (VMI) แชร์ข้อมูลระหว่างองค์กรและ supplier โดยระบบสินค้าคงคลังนั้นจะมีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องจาก supplier หากสินค้านั้นลดลงถึงระดับที่ตั้งไว้จะมีการส่งใบคำสั่งซื้อแก่ supplier โดยอัตโนมัติ ทำให้สามารถบริหารการผลิตได้ดีขึ้นและลดสินค้าคงคลังได้

E-Business Systems & Supply Chains : SCM ช่วยเพิ่มคุณค่าแก่องค์กรได้ดังนี้
- ทำให้สามารถวางแผนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ลดความเสี่ยงในการบริหารจัดการ
- การเก็บสินค้าในคลังสินค้าลดลง
- สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและทำให้บริษัทได้ผลกำไรมากขึ้น

Enterprise Resource Planning (ERP) Systems : ช่วยในการวางแผนจัดการ และบริหารการใช้ทรัพยากรทุกประเภทในองค์กรทั้งหมด ERP ประกอบด้วยโปรแกรมประยุกต์แต่ละชุดที่ใช้ประมวลผลระบบการทำงานแบบ Back-end Operations โดยอัตโนมัติ โดย ERP จะช่วย Coordinate การดำเนินงานต่างๆ ของแต่ละแผนกในองค์กร ส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ผลลัพธ์ และความสามารถในการทำกำไร อีกทั้งยังช่วยให้บริษัทสามารถเข้าถึงข้อมูลอย่างทันเวลา ซึ่งช่วยให้องค์กรนั้นสามารถลดต้นทุนได้ โดยตัวอย่างระบบ ERP Software เช่น SAP, Oracle, PeopleSoft เป็นต้น

Business Value of SCM ลดความเสี่ยง เพิ่มประสิทธิภาพ ทำให้ลูกค้า Happy บริษัทก็ขายสินค้าได้แพงขึ้น

ERP – Lease or Buy?
การใช้ระบบ ERP ควรจะซื้อหรือเช่า ขึ้นอยู่กับเงินทุนและการตัดสินใจ แต่บริษัทส่วนใหญ่มีภาระด้านไอทีเยอะแล้ว จึงเลือกที่จะเช่า เพราะซื้อมายังไงก็ใช้ไม่คุ้มอยู่ดี


Presentation

1. Augmented Reality
คือการพัฒนาเทคโนโลยีที่ผสานเอาโลกแห่งความเป็นจริง (Reality) และความเสมือนจริง (Virtual) เข้าด้วยกัน ผ่านซอฟต์แวร์และอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ เช่น Webcam, Computer, Cloud Computing ซึ่งภาพเสมือนจริงนั้นจะแสดงผลผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์บน Monitor, บน Projector หรือบนอุปกรณ์แสดงผลอื่นๆ
กระบวนการภายในของเทคโนโลยีเสมือนจริง ประกอบด้วย 3 กระบวนการ ได้แก่ การวิเคราะห์ภาพ (Image Analysis), การคำนวณค่าตำแหน่งเชิง 3 มิติ (Pose Estimation) และกระบวนการสร้างภาพ 2 มิติ จากโมเดล 3 มิติ (3D Rendering)

ข้อดีจากการนำระบบ AR มาใช้
1. เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ชอบและสนใจเทคโนโลยี
2. ผู้ใช้บริการสามารถค้นหาตำแหน่งและรายละเอียดของสินค้าที่ตนต้องการได้อย่างถูกต้องชัดเจน
3. บริษัทสามารถสร้าง Campaign ต่างๆ ที่สามารถดึงดูดลูกค้าและเพิ่มยอดขาย
4. เพิ่มโอกาสของ E-commerce) ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนได้

ข้อเสียจากการนำระบบ AR มาใช้
1. ไม่เหมาะกับกลุ่มคนที่ Low technology
2. เข้าถึงผู้บริโภคในกลุ่มที่จำกัด โดยผู้ใช้บริการต้องมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างดี
3. กลุ่มผู้บริโภคจำกัด ทำให้อาจไม่คุ้มกับการลงทุน
4. ยังขาดการสนับสนุนจากภาครัฐบาล

2. Mobile Operating System
เป็นระบบปฏิบัติการสำหรับใช้กับเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งโทรศัพท์มือถือที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นมีหลายระบบปฏิบัติการด้วยกัน เช่น Symbian, IOS, Windows Mobile, Android โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ประยุกต์ทั่วไป มีหน้าที่หลัก ๆ คือ จัดสรรทรัพยากร พื้นที่ และเวลาในเครื่องคอมพิวเตอร์ หน่วยความจำ และหน่วยประมวลผลกลางตามลำดับ
ระบบปฏิบัติการมือถือหลักๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ Symbian OS, BlackBerry OS (RIM OS), iPhone OS, Windows Phone / Windows Mobile OS และ Android เป็นต้น

3. Video Telepresence
คือ เทคโนโลยีที่พัฒนามาจากระบบวิดีโอคอนเฟอเร็นซ์ โดยใช้เทคโนโลยีพื้นฐานเดียวกับวิดีโอคอนเฟอเร็นซ์ แต่มีความต่างขององค์ประกอบของระบบที่ชัดเจน 3 ด้าน คือ network technologies, conference hardware, conference software ซึ่งเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้ากว่าทำให้เทเลพรีเซ็นส์ให้ภาพที่สมจริงกว่า อรรถประโยชน์ที่สูงกว่า และการติดตั้งต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมการใช้งานที่เหนือกว่าวิดีโอคอนเฟอเร็นซ์

Telepresence ให้ประสบการณ์เสมือนจริง เกิดจากองค์ประกอบหลักๆ ดังนี้
1. ระบบภาพและเสียงคมชัด ไม่ Echo ไม่ Delay
2. ระบบไม่สลับซับซ้อน ง่ายต่อการใช้
3. ความน่าเชื่อถือสูง ระบบมีความสม่ำเสมอและเสถียร
4. สภาพแวดล้อมที่ยอดเยี่ยม
ปัจจุบันมีการนำไปประยุกต์ใช้ในด้านธุรกิจ การศึกษา และการแพทย์

4. SOA : Service-Oriented Architecture
หมายถึง แนวคิดการออกแบบและวางโครงสร้างของซอฟต์แวร์ขององค์กรขนาดใหญ่ในลักษณะที่เอื้อให้ผู้ใช้สามารถหยิบเอาเฉพาะ Service ที่ต้องการมารวมกันเป็นแอพพลิเคชันใหม่ที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะอย่างได้อย่างยืดหยุ่น รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ตามหลักการของการนำกลับมาใช้ใหม่ (Reusability)

ข้อดีของ SOA ได้แก่ สามารถผนวกรวมระบบธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีของผู้ผลิตหลายราย ลดค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบ เพิ่มโอกาสในการพัฒนาซอฟต์แวร์ได้ตามต้องการ ใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึกด้านธุรกิจ ช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน และสามารถใช้งานร่วมกับแอพพลิเคชั่นของผู้ผลิตรายอื่น

ข้อเสียของ SOA ได้แก่ มีช่องว่างด้านความปลอดภัยและปัญหาเรื่องเสถียรภาพของระบบเครือข่าย


น.ส.จิราพร พรพัฒนกุลฑล
ID NO. 5202112743

วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554

20110119 : AI613 Class9_Data Management (cont) and Business Intelligence

Data Management (cont)

Data Warehouse Process
1. ถ้าจำเป็นต้องใช้ Data Warehouse ก่อนอื่นต้องรู้ว่า มีข้อมูลอะไรบ้างในองค์กร (Operational Data) และข้อมูลภายนอก เช่น ข้อมูลคู่แข่ง (มีผลิตภัณฑ์อะไรบ้าง ราคาเท่าไหร่) โดยจะต้องมีการสร้าง Meta Data ด้วย
        2. Data Staging ศัพท์ทางเทคนิคเรียกว่า ETL 
             - Extract การดึงข้อมูลจาก Database ต่างๆ
             - Clean การจัดการกับข้อมูลที่แหว่ง
            - Transform การแปลงข้อมูลที่ไม่มีประโยชน์ให้อยู่ในรูปแบบที่มีประโยชน์ อาจอยู่ในรูปของ Data Cube
             - Load โหลดข้อมูลลง Data Warehouse
        3. Data Warehouse Business Subject ประกอบด้วยหลายๆ Data Cube
        4. Business Views มุมมองของการเรียกหาสิ่งที่อยู่ใน Data Warehouse ใช้เพื่อวิเคราะห์การตัดสินใจ โดยจะถูกอัพโหลดขึ้นในเว็บ แล้วใช้งานบน Dashboard
        5. Information Catalog
        6. Business Intelligence

        Meta Data เป็น Data ของ Data ซึ่งก็คือเป็น Data ที่ใช้อธิบาย Data ที่อยู่ใน Data Warehouse โดย Metadata จะอธิบายว่ามีการ move ข้อมูลมาจาก Database ไหน และ Summarize อะไรไปยังไงบ้าง

        The Data Mart เป็น Small scale ของ Data Warehouse เนื่องจากเดิมข้อมูลทั้งหมดจะอยู่ใน Enterprise Data Warehouse แล้วระบบอาจจะเกิดการ Overload เวลาที่มีคนใช้พร้อมกันมากๆ จึงเกิด Data Mart ขึ้น ซึ่ง Data Mart จะมี 2 แบบ คือ
        1. แบบ Replicated จะมี Enterprise Data Warehouse ก่อน แล้วค่อย Replicate บางส่วนที่ต้องการมาเป็น Data Mart
        2. แบบ Stand-alone data marts เกิดจากกรณีที่องค์กรยังไม่พร้อมทำ Enterprise Data Warehouse จึงเริ่มที่การทำ Data Mart เป็นของตัวเองไปก่อน พอถึงจุดที่ทุกฝ่ายพร้อม ค่อยเอา Data Mart มารวมกัน

        The Data Cube คือ ฐานข้อมูลที่มีหลายมิติ ทำให้ Query ได้ดีขึ้น มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนขึ้น เป็นประโยชน์ในการ Slice & Dice เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ของผู้บริหารได้

----------------------------------------------------------

Business Intelligence (BI)
        
        BI ไม่ใช่ระบบสารสนเทศ แต่เป็น Tool ในการจัดการข้อมูล ซึ่งไม่ได้เป็น Requirement ที่ว่า การทำ BI ต้องมี Data Warehouse แต่การดึงข้อมูลจาก Database อาจเจอปัญหา Inconsistency ได้

BI Architecture
        - Data extraction and Integration การรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ
        - Data Mining, query, and analysis tools การทำข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่เป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์ข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเครื่องมือต่างๆ
        - Enterprise Reporting Systems ใช้ในการเตรียมข้อมูลให้ผู้บริหาร

Business Performance Management (BPM) ทำหน้าที่บริหารจัดการผลการดำเนินงาน เพื่อให้เกิด Quickly และ Easily ซึ่งการทำ BPM จะเป็นการวัดผลเชิงกลยุทธ์ โดยเทียบกับ KPI แล้วนำเสนอบน Dashboard

Online Analytical Processing (OLTP) เป็นจุดเริ่มต้นของผู้บริหารในการใช้ระบบสารสนเทศ

Data Mining เป็นกระบวนการในการดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลต่างๆ เพื่อค้นหารูปแบบและความสัมพันธ์ของข้อมูล เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจ

Yield from Data mining มี 5 รูปแบบ ได้แก่
- Clustering การจัดกลุ่มข้อมูล โดยไม่ได้กำหนดกลุ่มไว้ล่วงหน้า
- Classification การจัดกลุ่มโดยกำหนดกลุ่มไว้ล่วงหน้า แล้วจัดข้อมูลเข้าไปอยู่ในกลุ่มนั้นๆ
- Association ผลสืบเนื่องที่เกิดจากเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ มีการเชื่อมโยงกัน
- Sequence discovery พบรูปแบบหรือเหตุการณ์ที่มักจะเกิดขึ้น
- Prediction อาจพบข้อมูลที่มีแนวโน้มหรือรูปแบบที่สามารถคาดการณ์สิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้

Text Mining คือ การทำ Data Mining สำหรับข้อมูลที่เป็น Unstructured Data ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งตัวเลข ตัวหนังสือ แต่ไม่สามารถจับรูปแบบที่แน่นอนได้

Web Mining คือ การทำ Text Mining ในรูปแบบหนึ่งที่จะเกิดขึ้นบนเว็บไซต์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถให้กับเว็บไซต์ได้


น.ส.จิราพร พรพัฒนกุลฑล
ID NO. 5202112743

วันพฤหัสบดีที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2554

20110112 : AI613 Class8_Data Management

        ระบบ (System) คือ สิ่งที่เกิดจากการเอาหน่วยย่อยๆ มาทำงานร่วมกัน โดยหลักการจะมี Input ผ่าน Process ออกมาเป็น Output แต่ถ้ามีแค่นั้นก็จะมีแต่ระบบ ไม่มีระเบียบ ดังนั้นจึงต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ก่อน ตัวอย่างเช่น การปลูกบ้าน จะต้องมีการวาดโครงสร้างหรือสิ่งที่ต้องการ (ปลายทาง) ก่อน แล้วทำอย่างไรจึงจะได้แบบนั้น (Process) แล้วตัว Process จะบอกว่าต้องมี Input อะไรบ้าง แต่ถ้าเรากำหนด Input ก่อน Output ที่ได้อาจไม่เป็นไปตามที่ต้องการก็ได้
        Output ของระบบสารสนเทศ คือ สารสนเทศ (บางครั้งอาจเรียก Output ว่า report เพราะต้องมี Format เช่น รายงานประจำปี)

Information VS Data VS Knowledge
เนื่องจากหลายๆ กระบวนการอาจเป็นไปได้ว่า input และ output มีลักษณะภายนอกที่คล้ายคลึงกันมากจนไม่สามารถแบ่งแยกออกจากกันได้โดยง่าย ดังนั้นการจะดูว่าข้อมูลนั้นเป็น Information หรือ Data จะต้องดูที่ประโยชน์ของการได้รับมา ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้รับ
Message หนึ่ง สามารถเป็นได้ทั้ง Information และ Data ขึ้นอยู่กับว่า เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจาก Message ที่ได้รับมาหรือไม่ ถ้า Message นั้นไม่มี Benefit กับผู้รับ >> Message = Data แต่ถ้า Message นั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง Action >> Message = Information
สาเหตุที่ Data ไม่เปลี่ยนไปเป็น Information อาจเกิดจาก Process ที่ไม่ดี พอ Data ผ่าน Process แล้วทำให้ไม่เข้าใจ >> ข้อมูลจึงไม่เป็นไม่ประโยชน์ >> ไม่เป็น Information
สิ่งที่อยู่ใน Management Report จะถือเป็นสารสนเทศ (Information) เพราะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้บริหารในการปรับปรุงแก้ไขบริษัท

นิยามของระบบสารสนเทศ
        ระบบสารสนเทศ คือ ระบบที่ทำหน้าที่ในการสร้างหรือผลิตสารสนเทศ ซึ่งการจะเป็นระบบได้จะต้องมี Input, process และ output
        - Twitter, Facebook, tbs.tu.ac.th เป็นเหมือนป้ายประกาศข่าว ไม่ใช่ระบบสารสนเทศ แต่ Amazon เป็นระบบสารสนเทศ
        ระบบสารสนเทศ (IS) คือระบบที่ทำหน้าที่ในการรวบรวมข้อมูล เพื่อนำมาประมวลผล วิเคราะห์ เพื่อสร้างสารสนเทศสำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะด้าน และนำเสนอสารสนเทศให้กับผู้ที่ต้องการ ซึ่งต้องเป็นผู้มีสิทธิได้รับสารสนเทศ รวมทั้งการจัดเก็บบันทึกข้อมูลที่นำเข้ามาสู่ระบบไว้เพื่อการใช้งานในอนาคต (เราเก็บข้อมูล ไม่ใช่สารสนเทศ เพราะตราบใดที่เรามีข้อมูล ก็จะสามารถสร้างสารสนเทศเมื่อไรก็ได้)
        - Website เป็น “ระบบ” แต่มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวก ดังนั้นจึงไม่เสมอไปว่าจะเป็น “ระบบสารสนเทศ” เพราะบาง Web มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการประชาสัมพันธ์เท่านั้น
        - องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ ได้แก่ Hardware, Software, Data, Network, Procedures และ People
        - หัวใจสำคัญของระบบสารสนเทศ คือ Input ซึ่งจะสามารถสร้าง Output ได้ทุกเมื่อ

Data Management การจัดการข้อมูลเป็นเรื่องยาก เนื่องจาก
- ข้อมูลมีจำนวนมาก จะเก็บทุกอย่างไม่ได้
- ข้อมูลกระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งองค์กร
- ข้อมูลมีความซับซ้อน แต่ละหน่วยงานจะมีลักษณะเฉพาะและมีการพึ่งพิงกัน
- ต้องคำนึงถึงและให้ความสำคัญกับความปลอดภัย คุณภาพ และ Integrity ของข้อมูล

# คำสั่งซื้อของลูกค้าเป็น Internal Data โดยพิจารณาจากอำนาจในการควบคุมจัดการ ส่วน External data ได้แก่ ราคาสินค้าของคู่แข่ง เป็นต้น #

        วัตถุประสงค์ในการจัดการข้อมูล เพื่อให้เป็นระบบฐานข้อมูลที่เป็น Infrastructure ที่จะแปลงข้อมูลดิบให้เป็นสารสนเทศที่มีคุณภาพสูงสุดได้

Data Life Cycle Process
        เมื่อมีข้อมูลเกิดขึ้นจากแหล่งต่างๆ จะถูกเก็บบันทึกไว้ที่ Database ก่อนที่จะถูกดึงข้อมูลไปยัง Data Warehouse หรือ Data Mart เพื่อนำไปใช้วิเคราะห์ต่อไป

Data Sources
- Organizational Data มักจะถูกเก็บไว้ใน Database ของบริษัท ซึ่งเป็นข้อมูลเกี่ยวกับบุคลากร ผลิตภัณฑ์ บริการ และกระบวนการต่างๆ
- End user Data เป็นข้อมูลทักษะ ความเชี่ยวชาญ และความชำนาญของบุคลากร
- External Data เป็นข้อมูลที่บริษัทไม่ได้มีอำนาจจัดการหรือเป็นเจ้าของข้อมูลนั้น เช่น ราคาสินค้าของคู่แข่ง

Data Management Evolution
        ปัจจุบันไม่นิยมทำ File Management หรือ File Processing กันแล้ว แต่จะทำ Database Management และ Data Warehousing แทน

Data Warehouses
        Data Warehouses ไม่ใช่ Advance ของ Database และไม่ใช่ Database หลายๆ อันมารวมกัน เพราะสร้างขึ้นมาคนละวัตถุประสงค์กัน แต่จะมาจากการ Extract ข้อมูล คือดึงเฉพาะข้อมูลที่ต้องการ (Attribute ที่ต้องการ) ดังนั้นจึงต้องรู้โครงสร้าง (Schema) ของแต่ละ Database ด้วย เพื่อที่จะได้ Extract ได้ถูก
        Data Warehouses เหมาะกับองค์กรที่ผู้บริหารใช้การตัดสินใจโดยมีพื้นฐานมาจากการวิเคราะห์ข้อมูลบ่อยๆ (Information based) แต่ถ้าหากผู้บริหารมักจะใช้ประสบการณ์ในการตัดสินใจก็ไม่จำเป็นต้องมี Data Warehouses

Characteristics of Data Warehouses
        1. Organization ข้อมูลจะถูกจัดเก็บเป็นหมวดหมู่ตามวัตถุประสงค์ ดังนั้นหัวใจสำคัญคือ ต้องการวิเคราะห์ข้อมูลใน Subject อะไร (Subject oriented)
        2. Consistency ข้อมูลเดียวกันในแต่ละ Database อาจมี Format ที่แตกต่างกัน แต่ใน Data Warehouses จะต้องทำให้มี Format เดียวกัน
        3. Time variant ข้อมูลจะถูกเก็บไว้ 5 ถึง 10 ปี ดังนั้นจึงสามารถใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้มและเปรียบเทียบกันได้
        4. Non-volatile ข้อมูลจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือ update ใดๆ เพราะเป็นข้อมูลในอดีต (การนำข้อมูลใหม่ๆ ใส่เข้าไปใน Data Warehouses จะเรียกว่า Refresh ไม่ใช่ Update)
        5. Relational ข้อมูลใน Data Warehouses จะมีการเชื่อมโยงกัน
        6. Client/Server ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย

Data Warehouse Suitability
- ข้อมูลที่มีจำนวนมาก
- ข้อมูลเดียวกันถูกเก็บไว้ในหลายๆ ระบบ จึงมีหลาย Format
- ผู้บริหารใช้ Information based ในการตัดสินใจ


น.ส.จิราพร พรพัฒนกุลฑล
ID NO. 5202112743

วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553

20101221 : AI613 Class7

M-Commerce (Mobile Commerce)

ทำไม M-Commerce ถึงสำคัญ
1. Ubiquity สามารถใช้งานได้ทุกที่ แต่เดิมที่เราใช้คอมที่บ้านหรือที่ทำงาน ต้องใช้ร่วมกับคนอื่น อาจมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล
2. Convenience ในปัจจุบันมีอินเตอร์เน็ทอยู่ทุกที่ และอินเตอร์เน็ทยังมีการพัฒนาความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ
3. Instant Connectivity สามารถต่ออินเตอร์เน็ทได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การซื้อขายเป็นไปได้โดยง่าย รวดเร็ว และต่อเนื่อง ต่างจาก PC ที่ต้องใช้เวลามากกว่า และการต่ออินเตอร์เน็ทอาจไม่คงที่ นอกจากนี้การต่ออินเตอร์เน็ทผ่านมือถือจะถูกออกแบบมาให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากกว่า
4. Personalization สามารถปรับปรุง ตกแต่งให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ได้
5. Localization of products & services เช่น GPS สามารถใช้ระบุตำแหน่งและบอกเส้นทางได้

Drivers of mobile Computing & M-Commerce
- Widespread availability of mobile devices ในปัจจุบันมีการใช้มือถือกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งคนหนึ่งคนอาจจะมีมากกว่า 1 หมายเลขด้วยซ้ำ
- No need for a pc เมื่อมีมือถือแล้วก็ไม่จำเป็นต้องใช้ PC อีก
- Handset culture คนในยุคปัจจุบันจะนิยมใช้มือถือมากกว่าการใช้ PC เพราะมีความคล่องตัว ฉับไวมากกว่า
- Declining prices, increase functionalities มือถือมีการพัฒนาฟังก์ชั่นต่างๆ มากขึ้น ในขณะที่มีราคาถูกลง
- Improvement of bandwidth – 3G & 3.5G ต้องมีการพัฒนาเพื่อรองรับการใช้งาน
- Centrino chip ชิพที่ใช้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น Apple ที่พัฒนาให้เครื่องกินไฟน้อยลง ทำงานได้เร็วขึ้น ปลอดภัยมากขึ้น
- Availability of Internet Access in automobile เช่น Navigator ที่ติดในรถยนต์
- Networks ใช้สร้างเป็นเครือข่ายผ่านเทคโนโลยี 3G, 4G หรือ Wifi ได้
# โทรศัพท์ในยุคใหม่จะเป็น Voice + Content + Data #

M-Commerce ที่นิยมใช้กัน ได้แก่ Mobile Shopping, Mobile Banking, Information Based Services ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มีอินเตอร์เน็ทใช้, Mobile Travel Information and Booking บริษัทต่างๆ ในไทยใช้กันเยอะ เวลาไปโรงแรมต่างๆ ก็สามารถดูรีวิวผ่านโทรศัพท์มือถือได้ เป็นต้น

Mobile Computing Infrastructure
- WAP (Wireless Application Protocol) ทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้หลายๆ อุปกรณ์เชื่อมโยงกันได้หมด
- HTML5 เป็น Standard ใหม่ ที่บริษัทต่างๆ กำลังพัฒนาให้ใช้งานได้ เช่น Apple จะนิยมใช้ เนื่องจากไม่ต้องมีการอัพเดทข้อมูล

Mobile Computing Basic Terminology
- PDA ปัจจุบันไม่ค่อยใช้กันแล้ว เพราะหันไปใช้ Smartphone กันหมด
- WLAN เช่น Wifi

3G สำคัญกับผู้ประกอบการมาก เพราะสามารถเรียกเก็บค่าบริการที่สูงขึ้นได้ แต่สำหรับผู้ใช้งานแล้ว ถ้ามีก็ทำให้สะดวกขึ้น แต่ก็ไม่ได้จำเป็นขนาดที่จะขาดไม่ได้
WiMax เป็น Wireless ที่มีเสาไฟฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งจะสามารถส่งสัญญาญ Wireless ได้ครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างขึ้น ปัจจุบันมีการใช้งานที่แม่ฟ้าหลวง แต่มีต้นทุนสูงมาก
RFID เป็นเทคโนโลยีในมือถือที่ทำให้สามารถจ่ายเงินผ่านมือถือ หรือ Wallet โดยการสแกนได้เลย
Android OS พัฒนามาจาก Google เนื่องจาก Google ไม่ต้องการสร้าง Software ขึ้นมาเพื่อแข่งกับ Apple จึงสร้าง Android ขึ้นมาเพื่อให้เอาไปใช้ใน Hardware ต่างๆ ซึ่งมาจากการเลียนแบบ Microsoft คนที่ใช้ Android จะเป็นคนที่มีฐานะ หรือเป็นคนรุ่นใหม่เป็นส่วนใหญ่
BlackBerry OS นิยมใช้ในวงการธุรกิจในการรับส่งอีเมลล์ แต่ในเมืองไทยแล้วใช้ในการติดต่อสื่อสารกันมากกว่า โดยในไทยจะต่างจากประเทศอื่นๆ ที่ BB ขายดีกว่า IPhone การใช้ BB ในไทยเป็นค่านิยมของคนที่ต้องการให้คนมองว่า มีเพื่อนเยอะ เป็น Social network ที่สร้างคุณค่าบางอย่างขึ้นมาจากการใช้ BB แล้วทำให้ออกจาก Social network นี้ไม่ได้
iTunes ถือว่าเป็น Hub ที่จะครองโลก เริ่มจากการที่คนโหลด MP3 กันเยอะ บริษัทต่างๆ ที่ขายเทป หรือ ซีดี จึงหาทางป้องกัน จนเริ่มมีการฟ้องร้องกัน Apple จึงเข้ามามีบทบาท เนื่องจากตาม Concept Long Tail นั้น มีคนอีกจำนวนมากที่ยินดีจะจ่ายมากขึ้นเพื่อให้ได้สิ่งที่มีคุณภาพตามที่ต้องการในราคาที่พอรับได้ จึงทำให้มีการขายเพลงโดยไม่จำเป็นต้องซื้อทั้งอัลบั้ม โดย Apple ใช้ IT เพื่อทำให้เป็น Music Store โดยจะ Charge ในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป เพื่อให้คนสามารถซื้อได้  บริษัททำเพลงต่างๆ ก็นำมาวางขายใน iTunes ด้วย นอกจากนี้ยังมีการขาย Content ด้วย โดย iTunes ใน America ขายเพลงได้ถึง 66% จากยอดขายเพลงทั้งหมด ค่ายเพลงก็ชอบ เนื่องจากทำให้มียอดขายมากขึ้น นักร้องก็ได้เปอร์เซนต์จากการขายมากขึ้น Apple ก็ได้ Commission ด้วย ถือว่า iTunes เป็นผู้ปฏิวัติอุตสาหกรรมเพลง
App – iBooks เนื่องจากหนังสือต่างๆ โดนละเมิดลิขสิทธิ์ได้ง่าย Apple จึงเข้ามาปฏิวัติวงการหนังสือ ด้วยการให้สามารถโหลดหนังสือผ่านอินเตอร์เน็ทได้
Accessory เช่น Apple ที่ผลิตอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้กับ IPhone ได้แก่ Case ซึ่ง Accessory จะเป็นตัวทำเงินได้ดี เนื่องจากเป็นการเพิ่ม Value-added ให้กับ IPhone
Mobile Applications in Sports เช่น Nike ที่เอา App มาใส่ในรองเท้า ทำให้เวลาวิ่ง เพลงจะดังขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อนำไปเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์จะสามรถอัพเดทออนไลน์ได้เลยว่า วันนี้วิ่งไประยะทางเท่าไหร่ น้ำหนักลดกี่กิโล เป็นการสร้าง Value-added ทางหนึ่ง
# ประเทศญี่ปุ่นจะนิยมใช้ Mobile Phone มากกว่าการใช้ PC เนื่องจาก Lifestyle ของคนญี่ปุ่น #
QR Code การสแกนบาร์โค้ด

Location-Based Services and Commerce สามารถบอกได้ว่า ผู้ใช้อยู่ที่ไหน เช่น อยู่ที่ศูนย์สิริกิตติ์ แล้วยังบอกได้อีกว่ามีโปรโมชั่นอะไรบ้าง
- GPS มักจะมาพร้อมกับรถสมัยใหม่เลย หรืออาจซื้อมาติดเองได้ ใช้ในการบอกทิศทางในการเดินทาง รถทัวร์ในไทยก็มีการใช้งาน
- FourSquare เป็นแอพพลิเคชั่นที่เราสามารถเช็คอิน เพื่อเช็คตำแหน่งที่อยู่ผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยจะมีทั้งระบบ Android OS, IPhone OS และ BlackBerry OS โดยการเช็คอินจะมีประโยชน์ในการรับสิทธิพิเศษ เช่น คนที่เช็คอินที่ร้านกาแฟบ่อยๆ ที่สยาม ก็จะได้กาแฟฟรี 1 แก้ว โดยไม่ต้องซื้อของ แค่เช็คอินก็ได้แล้ว ซึ่ง DTAC ที่มีโปรโมชั่นนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้าง Awareness เนื่องจากการเช็คอินที่อยู่จะไปปรากฏในหน้าเว็บ เช่น Facebook ทำให้คนที่ไม่เคยใช้บริการพบเห็นหรือรู้จักชื่อร้าน และเป็นการส่งเสริมการขายวิธีหนึ่งด้วย นอกจากนี้ในบางมหาวิทยาลัยยังใช้ FourSquare ในการสร้าง Community ขึ้นมาอีกด้วย
- GeoTagging  บอกได้ว่าอยู่ที่ไหนแล้ว
- Best Buy Shop Kicks เมื่อเดินเข้าไปในร้าน จะสามารถบอกได้ว่า มีโปรโมชั่นอะไรบ้าง หรืออาจเป็นการส่งคูปองส่วนลดมาให้
- Mobile Youtube จะมีขนาดเล็กกว่าสำหรับการใช้งานผ่านมือถือ
- iPad เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานโทรศัพท์มือถือของคน ข้อดีของ iPad คือไม่ต้องใช้คีย์บอร์ด ซึ่งน่าจะใช้งานได้สะดวกกว่า โดยเกือบทุกอย่างที่ทำใน PC ได้ ก็สามารถใช้งานผ่าน Tablet PC อย่าง iPad ได้เช่นกัน เช่น การอ่านหนังสือพิมพ์ ในปัจจุบันคนจะไม่ค่อยอ่านหนังสือพิมพ์กันแล้ว แต่จะอ่านผ่านอินเตอร์เน็ทมากกว่า โดยอ่านขายผ่านเว็บกันเลย ซึ่งเป็น Business Model ใหม่ และที่สำคัญที่สุด การใช้ Tablet PC สามารถนำติดตัวไปใช้งานได้ทุกที่ มีความสะดวกและน้ำหนักเบากว่า PC
- Samsung Galaxy เอาชนะ iPad ด้าน Content ไม่ได้ จึงไปพัฒนาด้านขนาดและน้ำหนักแทน โดยจะมีขนาดใหญ่กว่า iPhone แต่จะมีขนาดเล็กกว่า iPad
        - BlackBerry Playbook มีลักษณะคล้าย iPad ออกมาเพื่อแข่งกับ iPad

Presentation
#1 : Mobile Robot
หุ่นยนต์ หรือ โรบอต (robot) คือ เครื่องจักรกลชนิดหนึ่ง มีหลากหลายประเภทและรูปแบบที่มีหน้าที่การทำงานในด้านต่าง ๆ ตามการควบคุมโดยตรงของนุษย์ โดยทั่วไปจะถูกใช้สำหรับงานที่มีความยากลำบากสำหรับมนุษย์ ปัจจุบันเทคโนโลยีของหุ่นยนต์เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของมนุษย์และมีการนำหุ่นยนต์มาใช้งานมากขึ้นในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านอุตสาหกรรมการผลิต การแพทย์ งานสำรวจ งานอวกาศ หรือใช้เป็นเครื่องเล่นของมนุษย์ ซึ่งมีการพัฒนาให้หุ่นยนต์นั้นมีลักษณะที่คล้ายมนุษย์ เพื่อให้อาศัยอยู่ร่วมกันกับมนุษย์ในชีวิตประจำวันได้
ตัวอย่างการนำหุ่นยนต์ไปใช้งานในปัจจุบัน ได้แก่
- รพ.บำรุงราษฎร์ ใช้หุ่นยนต์ในการจ่ายยา เพื่อลดความผิดพลาดจากเภสัชกร ทำให้เภสัชกรสามารถให้บริการในส่วนอื่นได้ดียิ่งขึ้น
- ร้านอาหาร Hajime บุฟเฟ่เนื้อย่าง สไตล์ญี่ปุ่น ใช้หุ่นยนต์ในการรับรายการอาหาร จัดเตรียมอาหาร เสิร์ฟอาหาร หรือเก็บจานไปยังห้องล้างจาน เป็นต้น

#2 : Virtual World
        โลกเสมือน (Virtual World) คือ การจำลองสภาพแวดล้อมที่สามารถตอบสนองต่อการใช้งานของผู้ใช้หลายคน พร้อมๆ กัน ผ่านเครือข่ายออนไลน์ มีคุณลักษณะทั่วไป 6 ข้อดังนี้
        1. Share Space : ผู้ใช้หลายคนสามารถเข้าไปยังสถานที่ต่างๆ ได้ในเวลาเดียวกัน
        2. Graphical User Interface : โลกเสมือนจะใช้ภาพในการนำเสนอ โดยอาจจะเป็นภาพ 2 มิติ หรือ 3 มิติก็ได้
        3. Immediacy : มีการตอบสนองเกิดขึ้นทันที
        4. Interactivity : ผู้ใช้สามารถสร้าง พัฒนาและเปลี่ยนแปลง ข้อมูลที่ต้องการในโลกเสมือนได้เอง
        5. Persistence : สถานที่หรือข้อมูลต่างๆ ในโลกเสมือน จะยังคงมีอยู่ต่อไป ถึงแม้ว่าผู้ใช้จะไม่ได้ log in เข้าสู่ระบบ       
        6. Socialization/Community: ส่งเสริมให้เกิดการรวม กลุ่มของผู้ใช้เป็นสังคมย่อยๆ เช่น ทีม คลับ เพื่อนบ้าน เป็นต้น
        ตัวอย่างรูปแบบการใช้งาน Virtual World ได้แก่ Massive Multiplayer Online Role-Playing Game หรือ MMORRG ซึ่งก็คือเกมอาร์พีจีผู้เล่น หลายคนเข้ามาเล่นในเวลาเดียวกัน และเสมือนอยู่ในโลกเดียวกัน โดยผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่, เครือข่าย สังคมออนไลน์ (Social Networking Website), ร้านค้า เสมือนจริง (Virtual Shopping), การท่องเที่ยวเสมือนจริง (Virtual Tour)

#3 : E-Book Reader
E-Book เป็นการเปลี่ยนหนังสือให้เป็นอิเล็คทรอนิค 
ข้อดี คือ ทำให้การอ่านหนังสือเป็นเรื่องง่ายขึ้น ไม่น่าเบื่อ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดต้นทุนการผลิตหนังสือ เพราะไม่ต้องใช้กระดาษ และทำให้เกิดห้องสมุดขนาดใหญ่ขึ้น อีกทั้งยังสะดวกในการสั่งซื้อหนังสือ เพราะสามารถซื้อได้ทางออนไลน์เลย ไม่ต้องเดินหาซื้อเอง
        ข้อเสีย คือ ราคาสูง เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีการใช้งานไม่แพร่หลายนัก ทำให้ Content น้อย และส่วนใหญ่ยังไม่รองรับ


น.ส.จิราพร พรพัฒนกุลฑล
ID NO. 5202112743